2556/07/06
2554/04/20
2554/04/11
รักกันจึงตักเตือน
*****รักกันจึงตักเตือน*****
นิดนึ่งหน่าเล็กน้อยไม่เป็นไร
ก็ใครใครเขาก็ไปเล่นหนุกหนาน
แค่เล็กน้อยไม่น่าทำเสียอีหม่าน
แค่สงกรานต์คงไม่น่าเป็นอะไร
มีไหมหนอความคิดนี้ในพี่น้อง
หรือเพือนพ้องมองเห็นเป็นอย่างไ หน
แค่สาดน้ำเปียกปอนคลายร้อนไง
หรือยุคนี้สมัยใหม่ไม่แค่คน
สวม"ฮิญาบ"ภาพชัดยืนสาดน้ำ!
ไว้"เครา"งามปะแป้ง!ใครก็ไม่สน
ยืนโห่ร้องก้องหล่าว่าสุขล้น
ใครจะบ่นกร่นเตือนเพือนไม่ฟัง
อย่าเลยนะคิดว่าทำเพื่อ"อัลลอฮ"
คงไม่เหมาะเพราะเราคือความหวัง
บททดสอบเพียงแค่นี้ยังทำพัง
คนรุ่นหลังจะหวังพึ่งได้อย่าไร
ผู้ศรัธทาทั้งหลายชายและหญิง
จงอย่าทิ้ง"อิสลาม"จะได้ไหม
หลุมกลลวงบ่วงตามทางอย่าตกไป
"สำรวม"ไว้"อดทน"น่ะมีรางวัล
ตัวผมเองก็ชอบนะทำแบบเขา
แต่ตัวเราอยู่ใน"คุก"ไม่สุขสรรค ์
แต่ดุนยาของ"เขา"คือรางวัล
เลือกแล้วกัน"สวรรค์"อันไหนใครต ้องการ
"โอ้อัลลอฮขอวอนอัอนพรพระองค์"
ได้โปรงทรงให้"เข้มแข็ง"ทั่วไพศ าล
ให้พี่น้องยึดมั่น"อุดมการณ์"
"สู่สวรรค์เคียงกันนิรันดร์"
*****อามีนยาร็อบบิลอาลามีน**** *
By รอชิดีน อัล-เกาซัร
นิดนึ่งหน่าเล็กน้อยไม่เป็นไร
ก็ใครใครเขาก็ไปเล่นหนุกหนาน
แค่เล็กน้อยไม่น่าทำเสียอีหม่าน
แค่สงกรานต์คงไม่น่าเป็นอะไร
มีไหมหนอความคิดนี้ในพี่น้อง
หรือเพือนพ้องมองเห็นเป็นอย่างไ
แค่สาดน้ำเปียกปอนคลายร้อนไง
หรือยุคนี้สมัยใหม่ไม่แค่คน
สวม"ฮิญาบ"ภาพชัดยืนสาดน้ำ!
ไว้"เครา"งามปะแป้ง!ใครก็ไม่สน
ยืนโห่ร้องก้องหล่าว่าสุขล้น
ใครจะบ่นกร่นเตือนเพือนไม่ฟัง
อย่าเลยนะคิดว่าทำเพื่อ"อัลลอฮ"
คงไม่เหมาะเพราะเราคือความหวัง
บททดสอบเพียงแค่นี้ยังทำพัง
คนรุ่นหลังจะหวังพึ่งได้อย่าไร
ผู้ศรัธทาทั้งหลายชายและหญิง
จงอย่าทิ้ง"อิสลาม"จะได้ไหม
หลุมกลลวงบ่วงตามทางอย่าตกไป
"สำรวม"ไว้"อดทน"น่ะมีรางวัล
ตัวผมเองก็ชอบนะทำแบบเขา
แต่ตัวเราอยู่ใน"คุก"ไม่สุขสรรค
แต่ดุนยาของ"เขา"คือรางวัล
เลือกแล้วกัน"สวรรค์"อันไหนใครต
"โอ้อัลลอฮขอวอนอัอนพรพระองค์"
ได้โปรงทรงให้"เข้มแข็ง"ทั่วไพศ
ให้พี่น้องยึดมั่น"อุดมการณ์"
"สู่สวรรค์เคียงกันนิรันดร์"
*****อามีนยาร็อบบิลอาลามีน****
By รอชิดีน อัล-เกาซัร
มุสลิม เล่นน้ำสงกรานต์ได้หรือไม่ ?
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิของอัลลอฮฺ
แต่เพียงพระองค์เดียว
อิสลาม คือ ศาสนาที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า คือ อัลลอฮฺ ซุบหานาฮูวาตาอาลา และเป็นศาสนาที่ปลูกฝังความเชื่อแก่บรรดามุสลิม ให้ยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าองค์เดียว เมื่อมุสลิมมีหลักความเชื่อนั้น เขาก็พร้อมที่จะน้อมรับบทบัญญัติต่างๆ ที่มาจากอัลลอฮฺ
หลักการของอิสลามนั้นมีทั้งที่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักความเชื่อ การคบค้าสมาคมกับผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม การปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่างศาสนา และต่างความเชื่อ แต่ขณะเดียวกันอิสลามให้ความสำคัญ กับสิ่งที่จะมาทำลาย หรือสิ่งที่ค้านกับหลักความเชื่อของอิสลาม เมื่อใดก็ตามที่มุสลิมกระทำสิ่งที่ค้านกับความเชื่อและหลักการของอิสลาม จะไม่สามารถกระทำได้ เช่นการไปมีส่วนร่วมในพิธีกรรมต่างๆ ของศาสนาอื่น ซึ่งพิธีกรรมของศาสนานั้น ค้านกับคำสอนของอิสลาม หรือประเพณี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักความเชื่อทางศาสนา
ดังนั้นความแตกต่างของศาสนาอิสลามที่มีจุดเด่นเฉพาะ ไม่ใช่อุปสรรคในการดำเนินชีวิตร่วมกันกับผู้คนต่างวัฒนธรรม หรือต่างความเชื่อ หลายคนที่ไม่ได้ศึกษาหลักคำสอนของอิสลามที่แท้จริง หรือผู้ที่มีอคติต่ออิสลามนั้น มักจะเข้าใจอิสลามในภาพลบ และมองว่าอิสลามคือตัวถ่วงความเจริญ หรือเป็นตัวสร้างปัญหา
ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะนำมาเสนอกับพี่น้องลูกหลานมุสลิมถึงการเล่นสงกรานต์สำหรับมุสลิมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึง คือ มุสลิมจะไปร่วมสนุกสนานกับการเล่นสงกรานต์ได้หรือไม่ ถ้าเรามองโดยผิวเผินแล้ว การเล่นน้ำสงกรานต์ไม่น่าจะเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะแค่เอาน้ำมารดหัวสาดใส่กัน ในช่วงหน้าร้อนมันช่วยดับร้อนได้อีกต่างหาก แต่เมื่อไปศึกษาความเป็นมาของพิธีสาดน้ำสงกรานต์ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับหลักความเชื่อของศาสนาอื่น ตามหลักความเชื่อของศาสนาอื่นนั้นอิสลามไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ หมายถึงมุสลิมไม่สามารถที่จะไปปฏิบัติในสิ่งที่เป็นหลักความเชื่ออื่นจากหลักความเชื่อของอิสลาม
เมื่อเราไปศึกษาความเป็นมาของประเภณีสงกรานต์เราจะพบว่า ความเป็นมาของนั้นเกี่ยวข้องกับหลักความเชื่อทางศาสนา (เข้าไปอ่านประวัติความเป็นมาของประเพณสงกรานต์ตามลิงค์ต่อไปนี้http://www.mahamodo.com/knowledge/water_festival.aspx) ซึ่งเป็นความเชื่อที่มาค้านกับความเชื่อของอัลอิสลาม
เมื่อมุสลิมได้รับทราบความเป็นมาของประเพณีสงกรานต์มีที่มาอย่างไร ก็สรุปได้ว่าที่มาของสงกรานต์เกิดจากหลักความเชื่อของศาสนาอื่น จึงไม่อนุญาตให้มุสลิมเข้าไปมีส่วนร่วมในการเล่นน้ำสงกรานต์ เนื่องจากการเป็นมุสลิมจะต้องปฏิบัติตามหลักการที่เคร่งครัด และต้องละทิ้งสิ่งที่เข้ามาเจือปนในศาสนา มุสลิมต้องมีจุดยืนในศาสนาของตัวเองอย่างชัดเจน การผสมผสานระหว่างความเชื่อของอิสลาม และความเชื่ออื่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจมารวมไว้ด้วยกันได้
อัลลอฮฺ ซุบหานาฮูวาตาอาลา ตรัสว่า
(لكم دينكم ولي دين )
“สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน”
นี่คือพระบัญชาของอัลลอฮฺ ที่ได้กำชับให้มุสลิมแสดงถึงจุดยืนที่ชัดเจนสำหรับการยึดถือปฏิบัติศาสนา และให้ปลีกตัวจากการปฏิบัติตามหลักความเชื่อของศาสนาอื่น หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในวันสำคัญของศาสนาต่าง ๆ หรือประเพณีทางศาสนาอื่น ไม่ว่าจะเป็นการลอยกระทง สงกรานต์ หรือในทำนองดังกล่าว
قال النبي صلى الله عليه وسلم(( من تشبه بقوم فهو منهم ))
رواه أبوداود
ท่านนบีศอลลัลลอฮู อะลัยอิวะซัลลัมได้กล่าวว่า
“ใครที่เลียนแบบกลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใด ดังนั้นเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชนนั้น”
(บันทึกโดย อาบูดาวุด)
เพราะถ้ามุสลิมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในพิธีกรรมของพวกเขา มันเป็นการบ่งบอกถึงการนิยมชมชอบต่อพวกเขา มุสลิมสามารถดำเนินชีวิตร่วมกับบุคคลต่างศาสนาได้โดยปกติ ในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนา
ดังนั้นหลักการอิสลามไม่ใช่หลักการที่จะมาสร้างความแตกแยกในหมู่ผู้คน อิสลามสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ โดยสันติสุข ความแตกต่างในศาสนาไม่ได้หมายความเราไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคม อิสลามมีหลักการโดยเฉพาะแต่ขณะเดียวกันอิสลามเคารพในสิทธิของบุคคลอื่น อิสลามไม่มีคำสอนให้ไปทำลายหรือ ด่าทอศาสนาหรือพระเจ้าของศาสนาอื่น เพราะอิสลามเป็นศาสนาที่ปลูกฝังหลักความเชื่อที่มีต่อพระเจ้า และต้องปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอย่างเคร่งครัด เพื่อเราจะรอดพ้นจากการลงโทษจากอัลลอฮฺ ซุบหานาฮูวาตาอาลา
ดังนั้นสงกรานต์ในปีนี้หวังอย่างยิ่งว่าลูกหลานมุสลิมคงเก็บตัวอยู่กับบ้าน ไม่ไปมีส่วนร่วมในการเล่นน้ำสงกรานต์ ตามความเชื่อของศาสนาอื่นๆ
2553/12/31
ประโยชน์ของการถือศีลอด
ผลจากการถือศีลอด นำไปสู่คุณธรรมนานาประการ
1) แสดงให้ประจักษ์ชัดถึงความเสมอภาคทางสังคม
2) สามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้
3) มีความซื่อสัตย์สุจริต
4) มีความอดทนอดกลั้น
5) มีคุณธรรม
6) มีจิตเมตตาสงสาร เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น
7) มีความสำนึกในความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า และซาบซึ้งต่อพระองค์ยิ่งนัก เพราะสภาพทรมานจากความหิว เมื่อได้เวลารับประทาน เขาก็จะตระหนักถึงคุณค่าของอาหารว่ามีมากมายเหลือเกิน และอาหารที่ได้รับประทานนั้น เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงประทานมาให้
8) มีระเบียบวินัย และฝึกให้ตรงต่อเวลา
คุณธรรมทั้งหลายอันได้มาจากการถือศีลอดนั้น ที่สุดก็รวมอยู่ในความยำเกรงพระเจ้า ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมคุณธรรมทั้งปวง ดังนั้น อัลกุรอานจึงมีโองการไว้ในบทที่ 2 โองการที่ 183 ความว่า
"เหล่าผู้ศรัทธาเอ๋ย การถือศีลอดได้บัญญัติแก่สูเจ้า ประดุจเดียวกับที่ได้บัญญัติไว้แก่ประชาชนก่อนสูเจ้า ทั้งนี้เพื่อสูเจ้าจักได้ยำเกรง"
หลักปฏิบัติที่5 การไปประกอบพิธีฮัจญ์
5. การบำเพ็ญฮัจญ์ ์
การบำเพ็ญฮัจญ์หรือประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นศาสนกิจประการสุดท้ายในหลักปฏิบัติพื้นฐาน เป็นศาสนกิจที่สรุปไว้ ซึ่งอุดมการณ์ทางสังคม อย่างครบบริบูรณ์
การบำเพ็ญฮัจญ์หรือประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นศาสนกิจประการสุดท้ายในหลักปฏิบัติพื้นฐาน เป็นศาสนกิจที่สรุปไว้ ซึ่งอุดมการณ์ทางสังคม อย่างครบบริบูรณ์
การที่มุสลิมจากทั่วมุมโลก เดินทางจากที่อยู่อาศัยของตนเอง ไปสู่พิธีฮัจญ์ เป็นประจำติดต่อกันมาถึง 1,400 กว่าปี นับเป็นกิจกรรมที่มีความมหัศจรรย์และมีพลังอันแกร่งกล้าทางศรัทธายิ่งนัก สำนึกของผู้เดินทางไปสู่พิธีฮัจญ์ เป็นสำนึกเดียวกัน จากจิตวิญญาณที่ผนึกกันเป็นดวงเดียวกัน แม้จะมาจากถิ่นฐานอันแตกต่างกัน มีภาษาผิดแผกกัน มีสีผิวไม่เหมือนกัน มีฐานะต่างกัน มีตำแหน่งทางสังคมไม่เท่ากัน แต่เมื่อทุกคนเดินทางมาสู่ศาสนกิจข้อนี้ สิ่งเหล่านั้นถูกทิ้งไปโดยสิ้นเชิง ทุกคนซึ่งมีอำนาจมหาศาล แต่ก็ร่วมกิจกรรมเดียวกัน โดยไม่รังเกียจเดียจฉันท์ ไม่มีความโกรธ เกลียดซึ่งกันและกัน
หลักปฏิบัติที่4 การถือศีลอด - ถือบวช ในเดือนรอมฎอน (รอ-มะ-ดอน)
4. การถือศีลอด - ถือบวช
โดยเริ่มตั้งถือแต่เวลาแสงอรุณขึ้น จวบถึงตะวันตกดิน
ข้องดเว้นของผู้ถือศีลอด
1. การรับประทานอาหาร การดื่ม
2. การนำสิ่งภายนอกเข้าสู่อวัยวะภายในร่างกาย
3. การแสดงกิจกรรมทางเพศ
4. การอาเจียนโดยตั้งใจ
บุคคลผู้ได้รับการผ่อนผัน ไม่ต้องถือศีลอด
1. ผู้ป่วยไข้ธรรมดา
2. ผู้ป่วยไข้เรื้อรัง
3. ผู้เดินทาง
4. ผู้ชรา
5. หญิงมีครรภ์
6. หญิงแม่ลูกอ่อน
โดยเริ่มตั้งถือแต่เวลาแสงอรุณขึ้น จวบถึงตะวันตกดิน
ข้องดเว้นของผู้ถือศีลอด
1. การรับประทานอาหาร การดื่ม
2. การนำสิ่งภายนอกเข้าสู่อวัยวะภายในร่างกาย
3. การแสดงกิจกรรมทางเพศ
4. การอาเจียนโดยตั้งใจ
บุคคลผู้ได้รับการผ่อนผัน ไม่ต้องถือศีลอด
1. ผู้ป่วยไข้ธรรมดา
2. ผู้ป่วยไข้เรื้อรัง
3. ผู้เดินทาง
4. ผู้ชรา
5. หญิงมีครรภ์
6. หญิงแม่ลูกอ่อน
หลักปฏิบัติที่3 การจ่ายซะกาต
3. การจ่ายซะกาต
ซะกาต คือ ทรัพย์จำนวนหนึ่งที่ได้กำหนดไว้เป็นอัตราส่วน จากจำนวนทรัพย์ที่เจ้าของทรัพย์ได้มา จนครบพิกัดที่ศาสนาได้บัญญัติไว้ และนำทรัพย์จำนวนนั้น จ่ายออกไปแก่ผู้มีสิทธิ์
การจ่ายซะกาตนั้น มิใช่จ่ายแบบ มิใช่แบบ "ให้ทาน" แต่เป็นการจ่ายไปเพื่อให้ผู้รับ ได้นำไปเป็นทุนดำเนินการ ทางด้านอาชีพหรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของตัวเอง เป็นลักษณะการจ่ายแบบ "การสังคมสงเคราะห์" ซึ่งระบบซะกาตนี้ เป็นระบบที่สามารถประกันสังคมได้อย่างแน่นอน
ซะกาต คือ ทรัพย์จำนวนหนึ่งที่ได้กำหนดไว้เป็นอัตราส่วน จากจำนวนทรัพย์ที่เจ้าของทรัพย์ได้มา จนครบพิกัดที่ศาสนาได้บัญญัติไว้ และนำทรัพย์จำนวนนั้น จ่ายออกไปแก่ผู้มีสิทธิ์
การจ่ายซะกาตนั้น มิใช่จ่ายแบบ มิใช่แบบ "ให้ทาน" แต่เป็นการจ่ายไปเพื่อให้ผู้รับ ได้นำไปเป็นทุนดำเนินการ ทางด้านอาชีพหรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของตัวเอง เป็นลักษณะการจ่ายแบบ "การสังคมสงเคราะห์" ซึ่งระบบซะกาตนี้ เป็นระบบที่สามารถประกันสังคมได้อย่างแน่นอน
หลักปฏิบัติที่2 การละหมาด
2. การละหมาด
การละหมาด คือ การแสดงความเคารพ นมัสการต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ประกอบด้วย จิตใจ วาจา และร่างกาย พร้อมกัน
ผู้ทำละหมาดสม่ำเสมอ จะก่อประโยชน์แก่ตัวเขาเองอย่างเอนกอนันต์ ทำให้จิตใจของเขาสะอาดบริสุทธิ์ ขจัดความหมองหม่นทางอารมณ์ ทำลายความตึงเครียด ทำให้เป็นคนที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา มีความซื่อสัตย์ สุจริต อดทน และจิตใจสำรวมระลึกอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า ตลอดเวลา
เมื่อจิตใจสำรวมอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า และระลึกถึงแต่พระองค์ ก็ไม่มีโอกาสที่จะคิดทำความชั่วต่างๆ คิดแต่จะปฏิบัติ ตามคำบัญชาและบทบัญญัติของพระองค์ ไม่กล้าทำความผิด และฝืนบทบัญญัติของพระองค์ อัลกุรอานระบุไว้ ความว่า
ผู้ทำละหมาดสม่ำเสมอ จะก่อประโยชน์แก่ตัวเขาเองอย่างเอนกอนันต์ ทำให้จิตใจของเขาสะอาดบริสุทธิ์ ขจัดความหมองหม่นทางอารมณ์ ทำลายความตึงเครียด ทำให้เป็นคนที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา มีความซื่อสัตย์ สุจริต อดทน และจิตใจสำรวมระลึกอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า ตลอดเวลา
เมื่อจิตใจสำรวมอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า และระลึกถึงแต่พระองค์ ก็ไม่มีโอกาสที่จะคิดทำความชั่วต่างๆ คิดแต่จะปฏิบัติ ตามคำบัญชาและบทบัญญัติของพระองค์ ไม่กล้าทำความผิด และฝืนบทบัญญัติของพระองค์ อัลกุรอานระบุไว้ ความว่า
" จงละหมาดสม่ำเสมอเถิด เพราะแท้จริงละหมาด สามารถยับยั้งความชั่วและความผิดได้ "( 29 : 45 )
หลักปฏิบัติที่1 การกล่าว ชะฮาดะ(ปฏิญาณตน)
1. การปฏิญาณตน
ผู้ประสงค์จะเข้าสู่อิสลาม จะต้องกล่าวคำปฏิญาณตนอย่างเปิดเผยและชัดเจน พร้อมทั้งเลื่อมใสศรัทธา การกล่าวปฏิญาณ ปฏิบัติดังนี้
ผู้ประสงค์จะเข้าสู่อิสลาม จะต้องกล่าวคำปฏิญาณตนอย่างเปิดเผยและชัดเจน พร้อมทั้งเลื่อมใสศรัทธา การกล่าวปฏิญาณ ปฏิบัติดังนี้
-กล่าวปฏิญาณด้วยวาจา
-เลื่อมใสด้วยจิตใจ
-ปฏิบัติด้วยร่างกาย
คำกล่าว
أشهد ألا إله إلا الله
أشهد أن محمداً رسول الله
คำอ่าน
อัชฮาดูอันลา อีลาฮาอิลลัลลอฮฺ
วะอัชฮาดุอันนา มูฮัมมาดัรรอสูลูลลอฮ
คำแปล
ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด(ที่ต้องเคารพสักการะ)นอกจากอัลลอฮฺ
และฉันขอปฏิญาณว่า มูฮัมหมัดเป็นรสูลของอัลลอฮ
อังกฤษ
I bear witness that there is no God But Allah
I bear witness that Muhammad is the Messenger of Allah
ฟัง-อ่าน อัลกุรอาน พร้อมคำอ่านและคำแปลเป็นภาษาไทย
บทที่1"อัลฟาติหะฮฺ"(บทนำ)
อัลกุรอานมีทั้งหมด 114ซูเราะ(บท) มี30ญุซ(ภาค) บทอัลฟาติหะฮฺเป็นบทที่1 มี7อายะ(โองการ)
ความว่า
[1:1]บิสมิลลาหิร เราะห์มาน นิรรอหีม
[1:1]ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปรานี
[1:2]อัลฺหัมดุลิลลาฮิ ร๊อบบิล อาละมีน
[1:2]มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงอภิบาลโลกทั้งหลาย
[1:2]มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงอภิบาลโลกทั้งหลาย
[1:3]อัรเราะห์มาน นิรรอหีม
[1:3]ผู้ทรงยิ่งในความเมตตา ผู้ทรงยิ่งในความกรุณา
[1:3]ผู้ทรงยิ่งในความเมตตา ผู้ทรงยิ่งในความกรุณา
[1:4]มาลีกิ เยามิด ดีน
[1:4]ผู้ทรงสิทธิอำนาจในวันตอบแทน
[1:4]ผู้ทรงสิทธิอำนาจในวันตอบแทน
[1:5]อิยฺยากะนะอฺ บุดุ วะอิยฺยากะ นัสตาอีน
[1:5]เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เรานมัสการ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ
[1:5]เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เรานมัสการ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ
[1:6]อิฮฺดินัศ ศิรอฏ็อล มุสตะกีม
[1:6]โปรดชี้นำเราสู่แนวทางอันเที่ยงตรงด้วยเถิด
[1:6]โปรดชี้นำเราสู่แนวทางอันเที่ยงตรงด้วยเถิด
[1:7]ศิรอฏ็อล ละซีนะ อันอัมตะ อะลัยฮิม, ฆ๊อยริล มัฆฎูบิ อะลัยฮิม วะลัฎ ฎอลลีน
[1:7]แนวทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ ได้ทรงโปรดปรานแก่พวกเขา มิใช่แนวทางของพวกที่ถูกกริ้ว และมิใช่ (แนวทางของ) พวกที่หลงผิด
[1:7]แนวทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ ได้ทรงโปรดปรานแก่พวกเขา มิใช่แนวทางของพวกที่ถูกกริ้ว และมิใช่ (แนวทางของ) พวกที่หลงผิด
หลักศรัทธา 6 ประการ
1. ศรัทธาในอัลลอฮฺ(อัน-เลาะ) คือศรัทธาว่าอัลลอฮฺนั้นเป็นพระเจ้า และพระองค์ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งทั้งปวงทั้งที่อยู่ในโลก และไม่ได้อยู่ใ่นโลก พระเจ้านั้นมีแค่องค์เดียว ไม่มี2หรือ3 มุสลิมทุกคนเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้วนแล้วเกิดขึ้นจากอัลลอฮฺหากต้องการรู้ความจริงว่า พระเจ้ามีจริงหรือไม่ โปรด คลิก!
2. ศรัทธาในมลาอีกะฮฺ(มา-ลา-อี-ก๊ะ) มลาอีกะฮฺเป็นเทพ อันไร้ตัวตน ไม่มีเพศ ไม่กินไม่นอน ไม่มีคู่ครอง ไม่มีบุตร สามารถจำแลงร่างได้ทุกอย่าง เป็นอีกโลกหนึ่งอันแตกต่างไปจากมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นในสภาพเดิมของเขาได้ นอกจากจะแปลงร่างเป็นคน หรืออย่างอื่น มีใครสามารถรู้จำนวนอันแน่นอนของมลาอีกะฮฺนอกจากพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น พระองค์ทรงสร้างมา เป็นจำนวนมาก เพื่อรับใช้พระองค์ตามหน้าที่อันแตกต่างกัน
3. ศรัทธาในคัมภีร์ อัลกุรอาน(อัน-กู-ระ-อ่าน)เป็นภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาที่มีความไพเราะในการออกเสียงและภาษาที่ให้ความหมายอันลึกซึ้ง ถ้อยคำเท่าที่ถ่ายทอดมาจากท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) เมื่อ 1,400 ปีกว่า ยังได้รับการรักษาไว้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นเพียงอักษรเดียวก็ตาม อัลกุรอานได้ระบุไว้ ความว่า
2. ศรัทธาในมลาอีกะฮฺ(มา-ลา-อี-ก๊ะ) มลาอีกะฮฺเป็นเทพ อันไร้ตัวตน ไม่มีเพศ ไม่กินไม่นอน ไม่มีคู่ครอง ไม่มีบุตร สามารถจำแลงร่างได้ทุกอย่าง เป็นอีกโลกหนึ่งอันแตกต่างไปจากมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นในสภาพเดิมของเขาได้ นอกจากจะแปลงร่างเป็นคน หรืออย่างอื่น มีใครสามารถรู้จำนวนอันแน่นอนของมลาอีกะฮฺนอกจากพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น พระองค์ทรงสร้างมา เป็นจำนวนมาก เพื่อรับใช้พระองค์ตามหน้าที่อันแตกต่างกัน
3. ศรัทธาในคัมภีร์ อัลกุรอาน(อัน-กู-ระ-อ่าน)เป็นภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาที่มีความไพเราะในการออกเสียงและภาษาที่ให้ความหมายอันลึกซึ้ง ถ้อยคำเท่าที่ถ่ายทอดมาจากท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) เมื่อ 1,400 ปีกว่า ยังได้รับการรักษาไว้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นเพียงอักษรเดียวก็ตาม อัลกุรอานได้ระบุไว้ ความว่า
" เรา (อัลลอฮฺ) ได้ประทานกุรอานลงมาแล้ว เราได้รักษามันไว้ " (15 : 9 )
4. ศรัทธาในศาสนทูต(ศาสดา) ศาสนทูตผู้ประกาศอิสลาม เรียกว่า "รอซูล" ส่วนศาสนทูตที่ไม่ได้ประกาศ ก็จะเรียกว่า "นบี" แต่การให้ความหมายเช่นนี้ ไม่ได้เข้มงวดนัก ส่วนใหญ่จึงใช้ถ้อยคำทั้งสองนี้ หมายถึงผู้เป็นศาสนทูต ที่ทำการ ประกาศอิสลาม ซึ่งมี25ท่านที่กล่าวไว้ในอัลกุรอาน คือ อาอัม, อิดริส, นูห์, ฮู้ด, ชอลิฮฺ, อิบรอหีม, ลูฎ, อิสหาก, ยะอฺกู๊บ, ยูซุฟ, มูซา, ฮารูน, อิลยาส, ยูนุส, ซูอัยบฺ, ดาวูด, สุลัยมาน, อิลยะซะอฺ, ซุลกิฟลี, ซะกะรียา, อัยยูบ, ยะฮฺยา, อิสมาอีล, อีซา และ มุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่านเหล่านั้น)
5. ศรัทธาในวันสิ้นโลก หรือ วันพิพากษา(กิยามะฮฺ) มุสลิมต้องศรัทธาว่า โลกนี้พระผู้เป็นเจ้าได้สร้างขึ้นมาเป็นการชั่วคราว สำหรับเป็นแดนที่มนุษย์ ได้ดำเนินชีวิตส่วนหนึ่ง เพื่อสู่โลกอันจีรังและโลกนิรันดร์ต่อไป ดังนั้น โลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้ จึงต้องมีวาระดับสลาย ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า วันดับสลายของโลก หรือ วันสิ้นโลก จะเกิดขึ้นเมื่อใด อัลกุรอานระบุไว้ ความว่า
"มนุษย์จะถามเจ้าเกี่ยวกับกัลปวสานของโลก เจ้าจงตอบเถิด ความรู้ในเรื่องนั้น มีอยู่เฉพาะที่อัลลอฮฺเท่านั้น และอันใดทำให้เจ้ารู้ อันกัลปวสานของโลก อาจจะอุบัติขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ก็ได้"( 33 : 63 )
6. ศรัทธาในกฎแห่งสภาวการณ์ สภาวการณ์ทั้งหลายถูกกำหนดมา เป็นกฎตายตัวและแน่นอน ซึ่งต้องดำเนินไปตามที่กำหนดนั้น เช่น แดดเผาไอน้ำขึ้นไปรวมตัวอยู่บนอากาศ เมื่อลมพัดก็จะกระจายตกลงมาเป็นฝน ฝนตกลงมาบนพื้นดิน ทำให้อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้และพืชนานาชนิดงอกงามขึ้นมา มนุษย์และสัตว์ได้รับประโยชน์จากพืชพันธุ์เหล่านั้น เป็นกฎกำหนดสภาวะ ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดไว้ อัลกุรอานระบุไว้ความว่า
"แท้จริงทุกสิ่งที่เราได้บันดาลไว้นั้น โดยกำหนดการที่แน่นอนยิ่ง"( 54 : 49 )
ความหมาย
อิสลามเป็นภาษาอรับ(الإسلام) อังกฤษ(ISLAM) ไทย(อิด-สะ-ลาม)
แปลว่า สันติ หรือ การเข้าสู่สันติและยังมีความหมายอื่นๆ ผู้ที่ดำเนินชีวิตไปตามแนวทางอิสลาม เรียกว่า "มุสลิม"
หากต้องการดูคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม ให้ คลิกที่นี่!!
แปลว่า สันติ หรือ การเข้าสู่สันติและยังมีความหมายอื่นๆ ผู้ที่ดำเนินชีวิตไปตามแนวทางอิสลาม เรียกว่า "มุสลิม"
หากต้องการดูคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม ให้ คลิกที่นี่!!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

